บทที่ 4 — คืนแรก

เธอมารออยู่หน้าบ้านเขาตอนสามทุ่ม

อารินได้ยินเสียงรถก่อนจะเห็นตัวรถเสียอีก ขณะนั้นเขากำลังยืนอยู่ข้างหน้าต่าง ถือแก้วน้ำและเอกสารปฐมนิเทศจากช่วงบ่าย พยายามปะติดปะต่อภาพให้ชัดขึ้นว่างานภาคสนามจริง ๆ คืออะไร ก่อนที่แสงไฟหน้ารถจะพาดผ่านเพดานห้อง

เขามองลงไป

ประตูฝั่งคนขับเปิดออก เจ้าหน้าที่อาวุโสที่เขาเจอในโถงทางเดินก้าวลงมา เธอยืนอยู่บนฟุตบาท เงยหน้ามองตรงมาที่หน้าต่างของเขา ราวกับรู้แน่อยู่แล้วว่ามาถูกบ้าน

“นายคืออารินใช่ไหม?” เธอตะโกนขึ้นมา

“ใช่ครับ”

“ลงมา เอาถุงมือมาด้วย”

ไม่นานอารินก็ลงมาถึง

เธอกลับเข้าไปนั่งที่คนขับ กระจกฝั่งผู้โดยสารถูกลดลง

“ฉันชื่อไลร่า” เธอพูดเมื่อเขาเดินเข้ามา “ขึ้นรถมา เราจะไปรับลินระหว่างทาง”

อารินขึ้นรถ

พวกเขาขับผ่านย่านท่าเรือเข้าสู่ใจกลางเมือง ท่ามกลางการจราจรยามค่ำคืน

ถนนเต็มไปด้วยผู้คน นักท่องเที่ยวจากเขตรีสอร์ต คนท้องถิ่นที่ออกมาเที่ยวกลางคืน และผู้คนหลากหลายที่หลั่งไหลเข้าสู่ย่านบันเทิงของดาร์กา

“รู้เรื่องงานภาคสนามมากแค่ไหน?” ไลร่าถาม

“ก็เท่าที่อยู่ในเอกสารครับ สำรวจและเฝ้าระวังเป็นหลัก ติดตามกิจกรรมของรอยแยก”

“นั่นเป็นแค่พื้นฐาน”

เธอเลี้ยวเข้าสู่ถนนสายหลัก ขับไปตามกระแสการจราจร

“คืนนี้เป็นแค่การสังเกตการณ์ นายไม่ต้องทำอะไร ฉันอยากให้นายเห็นก่อนว่าเราทำอะไรกันจริง ๆ แล้วค่อยคุยกันว่านายจะมีบทบาทอะไร”

“แล้วคืนนี้เราจะทำอะไรครับ?”

“ติดตามสัญญาณ”

เธอเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง

“มีคนในย่านบันเทิงกำลังเคลื่อนย้ายสินค้าที่เซนเซอร์ของเราตรวจจับได้ว่ามีลักษณะเกี่ยวข้องกับอมฤต หน้าที่ของเราคือระบุตัวตนและส่งข้อมูลให้ทีมตอบสนอง”

เธอเว้นช่วงเล็กน้อย

“เราไม่จับกุม และไม่ปะทะ เว้นแต่จำเป็น”

พวกเขาไปรับลินที่อาคารแห่งหนึ่งในย่านธุรกิจ

เธอคือหญิงสาวคนเดิมจากโถงห้องฝึกซ้อม แต่ตอนนี้อยู่ในเครื่องแบบเต็มยศ และดูเหมือนคนที่เฝ้ารอให้มีใครเรียกออกภาคสนามมาตลอดทั้งวัน

ลินขึ้นไปนั่งเบาะหลัง ท่าทางกระตือรือร้นเกินกว่าจะเป็นคนที่เพิ่งถูกเรียกออกงานตอนกลางคืน

อารินมองเมืองที่เคลื่อนผ่านหน้าต่าง

ย่านบาร์แน่นขนัดไปด้วยผู้คน

ไลร่าเลี้ยวเข้าถนนด้านข้างแล้วจอดรถ ทั้งสามเดินต่อไปอีกช่วงตึก

อารินเดินตามหลังอยู่ครึ่งก้าว ขณะที่ไลร่าเคลื่อนตัวผ่านฝูงชนอย่างแนบเนียน ราวกับรู้ว่าต้องเดินอย่างไรจึงไม่มีใครสนใจ

“รอตรงนี้”

เธอพูดหน้าบาร์แห่งหนึ่งที่มีหน้าต่างกระจกสีเข้ม และคิวลูกค้ายาวล้นออกมาถึงทางเท้า

“ลินจะเข้าไปกับฉัน ถ้ามีใครออกทางหลัง นายจะมองเห็นตรอกนั้นจากตรงนี้”

เธอมองเขานิ่ง ๆ

จากนั้นทั้งสองก็เดินเข้าไป

อารินพิงเสาไฟฝั่งตรงข้ามถนน คอยเฝ้าทางออกด้านหลัง

ผู้คนเดินผ่านไปมา

เสียงดนตรีลอยมาจากชั้นบน บาร์อีกแห่งเปิดหน้าต่างรับลมกลางคืนอันอบอุ่น

ผ่านไปไม่นาน เขาก็เริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างแตกต่างออกไป

ไม่ใช่สิ่งผิดปกติ

แค่…

คมชัดขึ้น

ถนนสว่างด้วยแสงนีออนและไฟถนน ซึ่งปกติทำให้มองรายละเอียดในเงามืดได้ยาก

แต่ตอนนี้เขากลับมองลึกเข้าไปในความมืดได้มากกว่าที่ควร

ใบหน้าของผู้คนชัดขึ้น

แม้ไม่ได้หันไปมองตรง ๆ เขาก็ยังรับรู้ตำแหน่งของคนที่เดินผ่านอยู่รอบตัว

เขาไม่รู้จะอธิบายมันอย่างไร

จึงเก็บมันไว้ในใจ

ทันใดนั้น

ประตูหลังของบาร์เปิดกระแทกออกมาอย่างรุนแรง บานประตูฟาดเข้ากับกำแพงตรอกแล้วเด้งกลับมาทางอาริน
เขายกแขนขึ้นรับโดยอัตโนมัติ

แต่ก่อนบานประตูจะมาถึงตัว

ไลร่าก็เข้ามายืนขวางอยู่ตรงหน้าแล้ว

แขนข้างหนึ่งเหยียดออก ฝ่ามือแนบกับบานประตูโลหะ

ประตูหยุดนิ่ง

รอบแขนของเธอมีแสงสีขาวจาง ๆ ส่องอยู่ในเงามืดของตรอก ราวกับผิวหนังเปล่งแสงออกมาจากภายใน

ตบะ…

อารินเพิ่งเข้าใจ

นี่สินะ หน้าตาของมันเมื่อมองจากภายนอก

ร่างหนึ่งพุ่งตามแรงออกมาจากด้านใน

ชายคนหนึ่ง

ไหล่เสื้อแจ็กเก็ตมีควันลอยขึ้น

เขากลิ้งไปกับพื้น ก่อนเด้งตัวขึ้นในท่ากึ่งย่อ

จากในบาร์ อารินได้ยินเสียงลิน

ไลร่าหันเล็กน้อยโดยยังจับตาชายคนนั้นอยู่

ชายคนนั้นมองประตู

มองแขนของเธอ

แล้วตัดสินใจ

เขากระโดดข้ามกำแพงด้านหลังไปทันที

ไลร่าแตะข้อมือ ส่งสถานะผู้ต้องสงสัยหลบหนีเข้าสู่เครือข่าย

ไม่นาน ลินก็เดินออกมาทางประตูหลัง

ไลร่าหันมามองอาริน

“มีคำถามไหม?”

เขามีอยู่ประมาณสิบห้าข้อ

แต่ที่หลุดออกมามีเพียงข้อเดียว

“แสงรอบแขนคุณ… มองเห็นแบบนั้นตลอดหรือเปล่าครับ?”

“ถ้าฉันรวมตบะไว้รอบแขน ก็เห็นได้”

เธอเอียงศีรษะเล็กน้อย

“ยิ่งหนาแน่นก็ยิ่งเห็นชัด”

“ไม่เคยเห็นใกล้ ๆ มาก่อนเหรอ?”

“ไม่เคยครับ”

เธอนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันกลับเดินไปทางถนน

“ไปเถอะ ฉันไปส่งนายที่บ้าน”

ระหว่างทางกลับ ลินโน้มตัวมาจากเบาะหลัง

“เอาจริงนะ นายฝึกมานานแค่ไหน?”

อารินมองเธอผ่านกระจกมองหลัง

“ผมไม่เคยฝึก”

ลินนิ่งไป

“ไม่เคยเลย?”

“ไม่เคย”

เธอหันไปมองไลร่า ซึ่งยังคงจับพวงมาลัยและมองถนน

“เขาเป็นไวต์อายนะ”

ลินพูดราวกับกำลังยื่นหลักฐานสำคัญ

“ไวต์อายแล้วไม่เคยฝึกเลย”

ไลร่าไม่พูดอะไร

“มันเป็นไปไม่ได้… คนที่จะขึ้นไวต์อายต้องผ่านหลักร้อยมาก่อน คนอื่นฝึกกันเป็นปี แต่นายบอกว่าไม่เคยฝึกเลย”

“ผมก็ไม่รู้ว่ามันมาได้ยังไงเหมือนกัน”

อารินตอบ

ลินอ้าปากเหมือนจะพูดต่อ

แต่สุดท้ายก็เปลี่ยนใจ

จากนั้นทั้งรถก็เงียบลง

เมื่อถึงบ้าน อารินลงจากรถพร้อมถุงมือในมือ

เขามองรถแล่นจากไป แล้วยืนอยู่ใต้แสงไฟถนนครู่หนึ่ง มองเส้นสีขาวที่พาดอยู่ตามรอยต่อของถุงมือ

ไวต์อาย…

อีกฟากหนึ่งของเมือง

ในสำนักงานที่ยังเปิดไฟอยู่ทั้งที่คนส่วนใหญ่กลับบ้านไปแล้ว ไลร่ายืนอยู่ตรงข้ามผู้อำนวยการ

“เขาไม่มีเทคนิค ไม่มีพื้นฐานการควบคุมแพตเทิร์น ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะใช้ตบะของตัวเองยังไง”

ไลร่ามองชายชราตรงหน้า

“คุณให้เขาขึ้นเป็นไวต์อาย?”

“ฉันเป็นคนอนุมัติ”

ไลร่านิ่งไป

“แล้วให้ฉันฝึกเขาตามหลัง?”

“ใช่ ให้เร็วที่สุดเท่าที่เธอทำได้”

กรามของไลร่าเกร็งแน่น

“คุณปู่”

เธอละทิ้งน้ำเสียงทางการทั้งหมด

“เขาเป็นอะไรกันแน่?”

ชายชรามองกลับมา

“ตอนนี้เธอยังไม่จำเป็นต้องรู้”

เขาตอบ

“ฝึกเขาไปก่อน”

ไลร่าสบตาเขาอีกครู่หนึ่ง ก่อนยืดตัวตรง หันหลัง และเดินออกจากห้อง